.png/:/cr=t:0%25,l:0%25,w:100%25,h:100%25/rs=w:400,cg:true)
วุธเธอริง ไฮตส์ (Wuthering Heights)
เอมิลี บรองเต้ เขียน
ปทุมจิต อธิคมกมลาศัย แปล
สุนันทา วรรณสินธ์ เบล บรรณาธิการต้นฉบับ
มานิตา ส่งเสริม ออกแบบปก
ปกอ่อน มีสายคาด
พิมพ์ครั้งที่ 3 : ธันวาคม 2568
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ 978-616-8343-30-2
จำนวน 374 หน้า ราคาปก 390 บาท
พิเศษช่วงพรีออเดอร์ 330 บาท
ระยะเวลาพรีออเดอร์ 25 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568
(ส่งหนังสือได้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568)
โปรยปก
วุธเธอริง ไฮตส์ เรื่องราวความรักระหว่างฮีธคลิฟฟ์กับแคทเธอรีน เอิร์นชอว์ แห่งคฤหาสน์ “วุธเธอริง ไฮตส์” ไม่อาจมีสิ่งใดพรากทั้งสองจากกันได้ แม้คืนวันเนิ่นนานผันผ่าน สายลมจะกระโชกแรง สายฝนสาดซัดกระหน่ำ หิมะเหน็บหนาว ดินแล้งแตกระแหงชวนเจ็บช้ำ หรือกระทั่งความตายมากรายกล้ำ ทั้งคู่ยังผูกพันดุจวิญญาณดวงเดียวกันมิวางวาย “วุธเธอริง ไฮตส์” ปฐมภูมิแห่งความรักรุนแรง ความลุ่มหลง แรงแค้น และกำเนิดของปีศาจที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดของหัวใจมนุษย์ เพชรน้ำเอกแห่งวรรณคดีอังกฤษ งานประพันธ์เพียงเรื่องเดียวของเอมิลี บรองเต้ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1847
เกี่ยวกับผู้เขียน
เอมิลี บรองเต้ (Emily Brontë) เกิดในมณฑลยอร์กเชอร์ซึ่งเป็นที่ราบสูงทางตอนเหนือของอังกฤษ ภูมิทัศน์ที่มีภูเขาสลับซับซ้อน อากาศหนาวเหน็บและกระแสลมแปรปรวน ได้ส่งอิทธิพลต่อภาษาที่รังสรรค์ Wuthering Heights (1847) งานประพันธ์เพียงเล่มเดียวของเธอเป็นอย่างมาก บุคลิก การแสดงออก ถ้อยคำวาจาของตัวละครที่ปรากฏในนวนิยายเล่มนี้จึงมีลักษณะวูบไหว โหดร้าย รุนแรง ลึกลับ ประเมินการณ์ได้ยาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกคนถือมั่นกับความรักและมีความสัตย์ต่อหัวใจตนจนมิอาจปฏิเสธได้ นับเป็นนวนิยายล้ำค่าแห่งอังกฤษที่ผ่านกาลเวลามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนกลายเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่สำคัญยิ่งอีกชิ้นหนึ่งของโลก

ใบเรือสีแดงก่ำ
АЛЫЕ ПАРУСА
อเล็กซานดร์ กริน (Alexander Grin) เขียน
อติภพ ภัทรเดชไพศาล แปลจากภาษารัสเซีย
รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการบริหาร
ณัฐชีวัน เมฆรัตนกุลพัฒน์ บรรณาธิการต้นฉบับ
สุภัทริณี ศรประดิษฐ์ พิสูจน์อักษร
Mongol Navy ออกแบบปก
นิกม์ จินตวร ออกแบบรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 124 หน้า ราคาปก 270 บาท
ISBN 978-616-8343-27-2
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2568
โปรยปกหลัง
“อัสซอลในเช้าวันหนึ่งตรงเส้นขอบฟ้าของท้องทะเลที่ไกลลิบจะปรากฏใบเรือสีแดงก่ำสว่างวาบอยู่ใต้ดวงอาทิตย์ ใบมหึมาสีแดงก่ำที่พรายแสงระยับของเรือใบสีขาวนั้นจะแล่นแหวกคลื่นตรงเข้ามาหาหนู เรือมหัศจรรย์ลำนั้นลอยลำมาอย่างเงียบๆ ไม่มีทั้งเสียงตะโกนโห่ร้องและเสียงยิงสลุต พวกชาวบ้านจำนวนมากจะไปรวมตัวอยู่ตรงชายฝั่ง พากันประหลาดใจและร้องโอ้โหกันใหญ่ ส่วนหนูก็จะยืนอยู่ตรงนั้น เรือแล่นเข้ามาถึงชายฝั่งอย่างสง่างามพร้อมด้วยเสียงดนตรีบรรเลงไพเราะ…”
ใบเรือสีแดงก่ำ (1923) โชคชะตาของอัสซอล ลูกสาวกะลาสีเรือและช่างฝีมือทำของเล่น ถูกแอเกิล ชายชรานักจดบันทึกบทเพลง ทำนายทายทักไว้ล่วงหน้าราวเจ็ดปีว่าเธอจะได้พบกับความมหัศจรรย์ที่ลอยลำมากับความงดงามแห่งใบเรือสีแดงก่ำ เรือลำนั้นจะนำพาความรักแรงปรารถนาของชายหนุ่มคนหนึ่งมาให้และเติมเต็มชีวิตของอัสซอลจนเปี่ยมล้นไปด้วยความหวังใหม่ ราวกับเธอคือเจ้าหญิงในเทพนิยายที่ได้เจอเจ้าชายและลงเอยกันด้วยความสุขสมตลอดกาล
นวนิยายคลาสสิกขนาดสั้นของนักเขียนชาวรัสเซีย อเล็กซานดร์ กริน ผู้เป็นเจ้าของงานการประพันธ์มากกว่าสามร้อยชิ้น และเขียน ใบเรือสีแดงก่ำ เล่มนี้เพื่ออุทิศแด่ภรรยาของเขา
เกี่ยวกับผู้เขียน
อเล็กซานดร์ สเตปาโนวิช กริน (Александр Степанович Грин) หรือนามสกุลจริงคือ กริเนฟสกี (Гриневский) เป็นนักเขียนชาวรัสเซีย เขาเกิดเมื่อปี 1880 ที่เมืองสโลโบดสกอย ในเขตปกครองวยาตกา (ปัจจุบันคือเมืองคิรอฟ) ครอบครัวของกรินคือผู้อพยพชาวโปลซึ่งมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลุกฮือต่อต้านการยึดครองโปแลนด์โดยอาณาจักรรัสเซียในเดือนมกราคมปี 1863 เมื่ออายุ 14 กรินสูญเสียมารดาจากวัณโรค เขาเข้ากับภรรยาใหม่ของบิดาไม่ได้และแยกไปอาศัยอยู่คนเดียว เรียนหนังสือ และทำงานพิเศษเข้าเล่มหนังสือและคัดลอกเอกสารไปด้วย เมื่ออายุ 16 ปีเขาออกเดินทางไปยังเมืองโอเดสสาซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของยูเครน เริ่มทำงานเป็นกลาสีเรือและมีโอกาสได้เดินทางไปยังเมืองอเล็กซานเดรียที่อียิปต์ จากนั้นเปลี่ยนงานและเดินทางไปทั่วอาณาจักรรัสเซีย เคยเป็นทั้งชาวประมง กรรมกร คนงานเหมืองเคยออกสำรวจแร่ทองคำ และทำงานในคณะละครสัตว์กรินเข้ารับราชการเป็นทหารในปี 1902 และได้รู้จักกับนักสังคมนิยมปฏิวัติซึ่งแทรกซึมอยู่ในกองพัน เขาเข้าร่วมขบวนการและรับหน้าที่เป็นฝ่ายเผยแพร่อุดมการณ์ ทำให้ถูกทางการจับกุมต้องหลบหนีหลายครั้งในช่วงปี 1903-1910 โดยใช้พาสปอร์ตปลอม นามปากกา อ. ส. กริน (А. С. Грин) คือการตัดทอนนามสกุลจริงเพื่อหลบเลี่ยงทางการ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในการตีพิมพ์ผลงานรวมเรื่องสั้นเมื่อปี 1908กรินถูกจับกุมในปี 1910 และถูกลงโทษจำคุกเป็นเวลาสองปีในเขตปกครองอาร์คอนเกลสก์ จากนั้นเขาเดินทางไปยังเมืองปีเตร์บูร์กและดำรงชีวิตด้วยการเขียนหนังสือ ในช่วงเวลาเพียงห้าปี เขาเขียนเรื่องสั้น นิยาย และบทกวีมากกว่า 300 ชิ้น มีทั้งงานเขียนที่บรรยายถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆ จากประสบการณ์จริง และยังมีงานที่สร้างจากจินตนาการจำนวนมากที่กล่าวถึงความสุขสมหวัง ถึงอิสรภาพของมวลมนุษยชาติ กล่าวถึงดินแดนในฝันตามชายฝั่งทะเลที่เขาวาดภาพขึ้นเองกรินเข้าร่วมการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 ที่เปโตรกราด (ชื่อใหม่ของปีเตร์บูร์กขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง) และต้องผิดหวังกับสภาวะทางการเมืองและการปกครองหลังปฏิวัติ เขาเขียนงานประนามการใช้ความรุนแรงของฝ่ายปฏิวัติ ถูกจับกุม และเกือบถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิตในปี 1919 กรินได้รับการช่วยเหลือจากมักซิม กอร์กี นักเขียน คนสำคัุญของฝ่ายปฏิวัติ ให้ได้ตำแหน่งในฐานะนักวิชาการ-นักเขียนและได้รับการจัดสรรที่อยู่ให้ในเรือนศิลปะ หรือ Доме искусств ในเปโตรกราด ช่วงนี้เองที่กรินเขียน ใบเรือสีแดงก่ำ (Алые паруса 1923) และอุทิศให้แก่ภรรยา นีนา นิโคลาเยฟนา กริน งานของกรินแทบไม่ได้รับการตีพิมพ์ในช่วงแรกๆ ของสหภาพโซเวียต จนเมื่อทางการใช้นโยบายเศรษกิจใหม่ (1921) ที่อนุญาตให้เอกชนสามารถลงทุนในกิจการบางอย่างได้แล้วนั่นเองจึงเริ่มมีสำนักพิมพ์นำงานเขียนของกรินไปตีพิมพ์จำหน่าย กรินกับภรรยาย้ายไปยูเครน โดยพำนักที่เมืองเฟโอโดเซียในปี 1924 และย้ายไปยังเมืองสตารึย ครึม เมื่อปี 1930 (ปัจจุบันทั้งสองเมืองมีอนุสาวรีย์ของกริน) เขาเขียนนิยายเรื่องสำคัญคือ Бегущая по волнам ในปี 1926 หลังปี 1930 ภายใต้อิทธิพลของระบอบสตาลิน งานทุกชิ้นของกรินถูกสั่งห้ามตีพิมพ์ และงานเพียงชิ้นเดียวที่ได้รับการยกเว้นและอนุญาตให้ตีพิมพ์คือเรื่องอัตชีวประวัติของกริน ซึ่งตีพิมพ์ออกมาในปี 1932 ปีเดียวกับที่กรินเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารขณะอายุได้ 52 ปีชื่อเสียงของกรินกลับมาเป็นที่รู้จักและอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างกว้างขวางอีกครั้งก็ในช่วงหลังมรณกรรมของสตาลิน มีการรื้อฟื้นผลงานจำนวนมากของกรินออกพิมพ์ใหม่ในช่วงปี 1956 และมีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง ใบเรือสีแดงก่ำ ในปี 1961 ซึ่งได้รับความนิยมชมชอบจากชาวโซเวียต-รัสเซียเป็นอย่างมาก

หนึ่งชายหลายหญิง
Niketche – Uma História de Poligamia
เปาลีนา ชีซีอาน (Paulina Chiziane) เขียน
เบญจรัศมี รุจน์รวีหิรัญ แปลจากภาษาโปรตุเกส
รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการบริหาร
สุนันทา วรรณสินธ์ เบล บรรณาธิการต้นฉบับ (ตรวจเทียบจากภาษาอังกฤษ)
สุภัควดี ทวีชัย พิสูจน์อักษร
มานิตา ส่งเสริม ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 372 หน้า ราคาปก 380 บาท
ISBN 978-616-8343-23-4
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2568
โปรยปกหลัง
เปาลีนา ชีซีอาน นักเขียนหญิงคนแรกที่ได้ตีพิมพ์นวนิยายในประเทศโมซัมบิก หนึ่งชายหลายหญิง ของเธอคือการฉายภาพสังคมที่อนุญาตให้มีสถาบันครอบครัวแบบพหุสมรส ผู้อ่านจะได้เห็นค่านิยมที่แตกต่างสุดขั้วระหว่างภูมิภาคตอนเหนือและตอนใต้ในประเทศเดียวกัน ได้เห็นแนวคิดชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมที่ยกให้ชายเป็นใหญ่ และได้เห็นการรวมกลุ่มของหญิงหัวใจแตกสลายผู้พยายามกอบกู้คืนศักดิ์ศรีความเป็นสตรี ความเป็นลูกสาว ความเป็นแม่ และความเป็นมนุษย์ให้ตัวเอง – ผ่านครอบครัวของหนึ่งชายที่ชื่อโตนี และหลายหญิง ‘ของเขา’ ได้แก่ รามี จูเลียตา ลุยซา ซาลี และเมาอา
เปาลีนา ชีซีอาน เจ้าของรางวัลเกียรติยศทางวรรณกรรม ได้แก่ The José Craveirinha Literature Prize ประจำปี ค.ศ. 2003 และ The Camões Prize ประจำปี ค.ศ. 2021
เกี่ยวกับผู้เขียน
เปาลีนา ชีซีอาน เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1955 ในจังหวัดกาซา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศโมซัมบิก ชีซีอานเป็นนักเขียนหญิงโมซัมบิกคนแรกที่ได้ตีพิมพ์นวนิยาย โดยผลงานเล่มนั้นคือBalada de Amor ao Vento (1990) งานเขียนส่วนใหญ่ของชีซีอานไม่ว่าจะเป็นนวนิยายหรือเรื่องสั้น มักนำเสนอเรื่องของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ มีอุดมคติทางสังคมที่อนุญาตให้เกิดความสัมพันธ์แบบพหุสมรสในเวลาเดียวกันได้ ดังเช่น หนึ่งชายหลายหญิง (2002) เล่มนี้ซึ่งได้รับ The José Craveirinha Literature Prize ประจำปี ค.ศ. 2003 นอกจากนี้ ชีซีซานคือผู้หญิงชาวแอฟริกันคนแรกที่ได้รับ The Camões Prize ประจำปี ค.ศ. 2021 อันเป็นรางวัลเชิดชูเกียรติจากรัฐบาลโปรตุเกสและรัฐบาลบราซิลที่มอบให้แก่นักเขียนผู้สร้างสรรค์งานประพันธ์ชั้นเลิศด้วยภาษาโปรตุเกส

จดหมายถึงมิเคเล
Caro Michele
นาตาเลีย กินสเบิร์ก (Natalia Ginzburg) เขียน
สิรีธร ถาวรปิยกุล แปลจากภาษาอิตาลี
รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการบริหาร
อัมรา ผางน้ำคำ บรรณาธิการต้นฉบับ
สุภัทริณี ศรประดิษฐ์ พิสูจน์อักษร
Mongol Navy ออกแบบปก
นิรมล ยาตพงศ์ ออกแบบรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 230 หน้า ราคาปก 320 บาท
ISBN 978-616-8343-24-1
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2568
โปรยปกหลัง
ในทุกสายสัมพันธ์ สิ่งที่หล่อเลี้ยงความแน่นแฟ้นคงทนคือความปรารถนาดีอันจริงแท้ แม้ระยะทางจะเป็นตัวแปร ต่อให้เป็นหัวใจของผู้พ่ายแพ้ก็ยังคงหยัดยืน
จดหมายถึงมิเคเล คือถ้อยคำของทุกชีวิตที่เชื่อมโยงกับมิเคเล และเรื่องราวของมิเคเลที่ถ่ายทอดกลับมาถึงคนเหล่านั้น การติดต่อถึงชายหนุ่มหัวขบถผู้พลัดถิ่นเพราะความขัดแย้งทางการเมือง ดูอบอุ่นชิดใกล้ แต่แท้จริงแล้ว กลับพบเพียงความคลางแคลงใจ ความห่างเหิน ความเดียวดาย เคลือบอยู่ในจดหมายทุกฉบับทุกตอน
จดหมายถึงมิเคเล (1973) นวนิยายขนาดสั้นรูปแบบจดหมายของนาตาเลีย กินสเบิร์ก (1916 – 1991) นักเขียนชาวอิตาลี เจ้าของรางวัล Premio Strega ปี ค.ศ. 1963 และ Premio Bagutta ปี ค.ศ. 1984 บอกเล่าความรู้สึกไม่ปลอดภัยของผู้เป็นแม่ เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อน และเป็น ‘พลเมือง’ ผู้พยายามไขว่คว้าถวิลหาทางรอดให้ตัวเอง
เกี่ยวกับผู้เขียน
นาตาเลีย กินสเบิร์ก (1916 – 1991) จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยตูริน ประเทศอิตาลี เป็นนักประพันธ์ที่สนใจประเด็นความขัดแย้งในครอบครัว ศาสตร์ด้านปรัชญาและการเมือง รวมทั้งปรากฏการณ์ทางสังคม โดยเฉพาะผลกระทบที่มหาสงครามมีต่อผู้คนบนโลก กินสเบิร์กมีผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1942 โดยใช้นามแฝงว่า “ Alessandra Tornimparte” และมีชื่อเสียงโด่งดังจากผลงานจำนวนมากที่เธอรังสรรค์ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ 50-60 กินสเบิร์กได้รับรางวัลทางวรรณกรรมอันทรงเกียรติและเก่าแก่ถึงสองรางวัล นั่นคือรับ Premio Strega เมื่อปี ค.ศ. 1963 และ Premio Bagutta เมื่อปี ค.ศ. 1984 นอกจาก จดหมายถึงมิเคเล (Caro Michele, 1973) เล่มนี้ ยังมีนวนิยายขนาดสั้น หัวใจแห้งผาก (È stato cosí,1947) อีกเล่มที่มีการแปลเป็นภาษาไทย ทั้งสองเล่มล้วนเล่าเรื่องด้วยถ้อยคำและน้ำเสียงเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งคมคาย แฝงความนัยไว้ในช่องว่างระหว่างบรรทัดจนทำให้การอ่านของกินสเบิร์กเป็นประสบการณ์น่าจดจำ

คัสซี
Cassi
วรรณกรรมแปลลำดับที่สามของ THE DÉBUT PROJECT
โครงการจัดแปลนวนิยายเล่มแรกของนักเขียนรุ่นใหม่ในยุคสมัยของเรา
โยฮันนา สวอนแบร์ย (Johanna Swanberg) เขียน
พีท พูนไพบูลย์โรจน์ แปลจากภาษาสวีเดน
รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการบริหาร
นันทพร ปีเลย์ โพธารามิก บรรณาธิการต้นฉบับ (ตรวจเทียบจากภาษาอังกฤษ)
ธันว์วดี ศานต์พิริยะ พิสูจน์อักษร
Wonderwhale ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 418 หน้า ราคาปก 470 บาท
ISBN 978-616-8343-29-6
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2568
โปรยปกหลัง
หลังจากออกจากงานผู้จัดการร้านอาหารกับการเป็นพนักงานคลังสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต คัสซี วัยสามสิบเจ็ดปี (กับเจ้าหมาน้อยคู่ใจตัวหนึ่ง) ตัดสินใจลาจากเมืองหลวงสต็อกโฮมและมาซื้อบ้านมือสองอยู่ในแบ็คเคน เมืองชนบทที่ประชากรต่างเป็นญาติโกโหติกาและไปมาหาสู่กันโดยง่ายตามวิถีต่างจังหวัด ที่นั่น คัสซีแปรผันหันเหเข้าสู่วิถี ‘กูรู’ ผู้รู้แจ้ง เป็นไลฟ์โค้ชผู้ส่องแสงนำทางสว่าง ทั้งที่อดีตกาลไม่นานมานั้น เธอคือคนช้ำรักและใช้แอลกอฮอล์ย้อมสีสันให้ชีวิต ดูเหมือนยิ่งคัสซีห่อหุ้มตัวเองด้วยเปลือกนอกสวยงามเท่าไร ตัวตนภายในกลับเหมือนถูกเปลือยจนโล้นโล่งเท่านั้น คงต้องมาเอาใจช่วยยายคัสซีจอมหลอกลวงสุดมั่นกันว่าเธอจะพบทางสว่างอันจริงแท้อย่างไร
คัสซี หรือ Cassi (2024) ผลงานเล่มแรกของโยฮันนา สวอนแบร์ย นักเขียนและนักสื่อสารมวลชนชาวสวีเดน ผู้มีประสบการณ์ทำงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์ โทรทัศน์ วิทยุ รายการพ็อดแคสต์ นวนิยายเล่มนี้เข้ารอบสุดท้ายบนเวที The Adlibris Award Debut of the Year ประจำปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบแก่งานประพันธ์เล่มแรกของนักเขียนรุ่นใหม่ของประเทศสวีเดน มีฉบับแปลภาษาอังกฤษ ชื่อว่า My Year As A Fraud เริ่มจำหน่ายปี ค.ศ. 2026
THE DÉBUT PROJECT
01 Teemestarin kirja ความทรงจำของน้ำ‒ชา
02 Hiver à Sokcho หนาวนี้ที่ซกโช
03 Cassi คัสซี
เกี่ยวกับผู้เขียน
โยฮันนา สวอนแบร์ย เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1974 นักเขียนและนักสื่อสารมวลชนชาวสวีเดน ผู้มีประสบการณ์ทำงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์ โทรทัศน์ วิทยุ และรายการพ็อดแคสต์ คัสซี (Cassi, 2024) กล่าวถึงเรื่องราวของหญิงสาวชื่อคัสซีผู้พยายามหนีห่างจากอดีตของตัวเองซึ่งเคยประสบกับความล้มเหลวมาหลายด้าน แล้วก้าวเข้าสู่หนทางแห่งความหลอกลวงจอมปลอมด้วยการตั้งตนเป็นนักจิตบำบัด เป็นผู้รู้ที่ช่วยมองหาทางออกให้ผู้คนรอบข้างที่มีปัญหา ทั้งที่สำนึกภายในจิตใจนั้นยังตั้งคำถามถึงความผิดชอบชั่วดีและการถูกจับได้ เนื้อหาตัวบทสะท้อนถึงภาวะวิกฤติอัตลักษณ์ของผู้คนในโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยทำให้คนไกลเป็นคนใกล้ และสามารถทำให้คนใกล้เป็นคนไกลตัวได้เช่นกัน คัสซี เข้ารอบสุดท้ายบนเวที The Adlibris Award Debut of the Year ประจำปี ค.ศ. 2024 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบแก่ผลงานเล่มแรกของนักเขียนรุ่นใหม่ของประเทศสวีเดน

ดอกไม้สำหรับมิสซิสแฮร์ริส พิมพ์ครั้งที่ 10
FLOWERS FOR MRS. HARRIS
พอล กาลลิโค (Paul) Gallio เขียน
บัญชา สุวรรณานนท์ แปล
มานิตา ส่งเสริม ออกแบบปก
ปกอ่อน จำนวน 244 หน้า ราคาปก 270 บาท
ISBN 978-616-8343-28-9
เรื่องราวของแม่บ้านรับจ้างชาวลอนดอน เอดา แฮร์ริส ผู้อยากเป็นเจ้าของชุดราตรีแสนวิจิตรมูลค่าหลายร้อยปอนด์ของสำนักตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง คริสเตียง ดิออร์ เธอมุมานะเก็บหอมรอมริบอยู่สามปีจนมีวันที่ได้หอบเงินสดเป็นฟ่อนใส่กระเป๋าหนังเทียมและจับเครื่องบินมุ่งหน้าสู่มหานครปารีสเพื่อความฝันอันสวยงาม ความอุตสาหะไม่ย่อท้อต่อความลำบากบวกกับความมีน้ำใจทำให้ทุกคนที่พบเจอเธอพากันหลงรัก ประทับใจ และสำนึกในบุญคุณ และพากันมอบ ‘ดอกไม้’ ให้เธอเพื่อแสดงมิตรไมตรีที่ไม่มีพรมแดนทางภาษาหรือดินแดนใดมาขวางกั้น
นวนิยายขนาดสั้นที่ครองใจนักอ่านชาวไทยมากว่าสามทศวรรษ

เด็กชายหลังห้อง
วรรณกรรมเยาวชน แปลจากภาษาอังกฤษเรื่อง The Boy at the back of the Class
ออนจาลี คิว. ราอุฟ (Onjali Q. Raúf) เขียน
พิศมร อภิชาตะพงศ์ แปล
นันทพร ปีเลย์ โพธารามิก บรรณาธิการต้นฉบับ
ธีรโชติ จิวรเศรษฐ์กุล พิสูจน์อักษร
the/eternal/summer ออกแบบปก ภาพประกอบ และรูปเล่ม
จำนวน 222 หน้า พร้อมภาพประกอบในเล่ม
ปกอ่อน ราคาปก 340 บาท
ISBN 978-616-8343-25-8
ปกแข็ง (สันโค้งไม่มีแจ็คเก็ต) ราคาปก 450 บาท
ISBN 978-616-8343-26-5
โปรยปกหลัง
“ทั่วโลกล้วนเต็มไปด้วยหัวใจที่แสวงหาสถานที่ที่จะเรียกได้ว่าเป็นบ้าน แต่ผู้ลี้ภัยนั้นต่างออกไป เพราะพวกเขาไม่เพียงแต่มองหาบ้านเท่านั้น พวกเขามองหาความสงบสุขด้วย”
อาห์เหม็ด เด็กชายตัวเล็กๆ จากซีเรีย พลัดถิ่นและพลัดพรากจากพ่อแม่ น้องสาว และแมวเพื่อนรัก ลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในประเทศอังกฤษ เขากลายเป็นเด็กชายที่มีบุคลิกหน้าตาดูแปลกแยกและพูดภาษาแตกต่างไปจากเพื่อนร่วมชั้น แม้จะน่าเหงาและเศร้า แต่อาห์เหม็ดก็ไม่โดดเดี่ยวเกินไปนัก เพราะมีทั้งคุณครู คุณแม่อุปถัมภ์ และกลุ่มเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือเขาอย่างดียิ่ง หรือคงต้องบอกว่าบางครั้งก็ดีล้นจนเกินไป เพราะ “แผนการที่ดีที่สุดในโลก” ของเพื่อนๆ นั้น เลยเถิดจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นออกสื่อไปทั่วทุกสำนัก (ถึงจะสุดแสนน่าประทับใจแต่ก็โกลาหลอลเวง)
เด็กชายหลังห้อง ความงดงามของการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเห็นอกเห็นใจ รวมทั้งความหวังว่าโลกของเรายังสดใส ดีกว่าเดิมได้ เพียงแค่เราเข้าใจความแตกต่างและไม่เบียดเบียนกัน
เด็กชายหลังห้อง ผลงานเล่มที่ 3 จากสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เทอเรส ในเครือบริษัทไลบรารี่ เฮ้าส์ จำกัด ต่อจาก เด็กหญิงน้ำตาล และ เมื่อบรรดานางฟ้าพักผ่อน

วนี้ที่ซกโช
Hiver à Sokcho
วรรณกรรมแปลลำดับที่สองของ THE DÉBUT PROJECT
โครงการจัดแปลนวนิยายเล่มแรกของนักเขียนรุ่นใหม่ในยุคสมัยของเรา
เอลิสา ชัว ดูซาแปง (Elisa Shua Dusapin) เขียน
วันถวิล วงศ์วานิช แปลจากภาษาฝรั่งเศส
รังสิมา ตันสกุล บรรณาธิการบริหาร
วัลยา วิวัฒน์ศร บรรณาธิการต้นฉบับ
ธันว์วดี ศานต์พิริยะ พิสูจน์อักษร
Wonderwhale ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 76 หน้า ราคาปก 220 บาท
ISBN 978-616-8343-22-7
พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2568
โปรยปกหลัง
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในเมืองริมทะเลอย่างซกโช ประเทศเกาหลีใต้ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ซึ่งทำงานอยู่ในเกสต์เฮ้าส์เล็กๆ กลับต้องเผชิญความว้าวุ่นในจิตใจอย่างหนัก เธอยังติดอยู่กับคำถามที่ว่าบิดาชาวฝรั่งเศสทิ้งเธอไปไหน เธอสามารถแยกจากมารดาเพื่อเดินสู่เส้นทางชีวิตใหม่ๆ ได้หรือไม่ และความรักกับแฟนหนุ่มที่มีอยู่นั้นเป็นความรักแบบใดกันแน่ ความสับสนเหล่านี้ยิ่งทบทวีเมื่อยาน แกร์รองด์ ชายชาวฝรั่งเศสนักวาดการ์ตูน เข้ามาพักในเกสต์เฮาส์ เขาขอให้เธอพาไปชมพรมแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ เขาทำให้เธอได้พูดภาษาของพ่อ นอกจากนั้น เขาทำให้เธอเห็นการแรเส้นสายที่กระตุ้นความปรารถนาบางอย่างให้ปลดปล่อยและระบายออกมา
หนาวนี้ที่ซกโช หรือ Hiver à Sokcho (2016) ผลงานเล่มแรกของเอลิสา ชัว ดูซาแปง นักเขียนสายเลือดฝรั่งเศส-เกาหลีใต้ นวนิยายขนาดสั้นที่เผยความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวตนของมนุษย์อันเกิดจากสภาวะที่ไม่สามารถยึดโยงกับสิ่งแวดล้อมและการถูกแบ่งแยก ได้รับรางวัล The Robert Walser Prize แห่งประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่มอบสำหรับผลงานเล่มแรกที่เขียนด้วยภาษาเยอรมันและภาษาฝรั่งเศส และ The Régine Deforges Prize แห่งประเทศฝรั่งเศสซึ่งมอบแด่ผลงานเล่มแรกที่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงและคุณค่าทางวรรณกรรม นอกจากนี้ ฉบับแปลภาษาอังกฤษชื่อว่า Winter in Sokcho ยังได้รับ The National Book Award for Translated Literature จากประเทศสหรัฐอเมริกา
เกี่ยวกับผู้เขียน
เอลิสา ชัว ดูซาแปง เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1992 ที่เมืองซาร์ลา-ลา-กาเนดา ประเทศฝรั่งเศส จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเขียนจากสถาบันวรรณคดีในเมืองบีล และเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวรรณคดีฝรั่งเศสสมัยใหม่จากมหาวิทยาลัยโลซานน์ การที่ดูซาแปงเติบโตในครอบครัวที่มีบิดาเป็นชาวฝรั่งเศส มารดาเป็นชาวเกาหลี และได้ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างปารีสและซูริค ทำให้ Hiver à Sokcho (2016) ซึ่งเป็นนวนิยายเล่มแรกของเธอ มีเนื้อหาสะท้อนถึงความไม่รู้และความใฝ่รู้ถึงดินแดนอื่น ความเป็นลูกผสม ความแตกต่างในความเหมือน และความเหมือนในความแตกต่าง ด้วยการใช้ภาษาที่เรียบง่ายแต่แฝงนัยยะระหว่างบรรทัดมากมาย ทำให้นวนิยายได้รับ The Robert Walser Prize และ The Régine Deforges Prize ซึ่งทั้งสองรางวัลนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อคัดสรรและเชิดชูเกียรติแก่บทประพันธ์ชิ้นแรกที่เปี่ยมด้วยทักษะและคุณค่าทางวรรณกรรม

โปรยปก
อีกอร์ อดีตหนุ่มชาวกรุงเคียฟได้พบกับเรื่องราวแสนมหัศจรรย์เมื่อสเตปัน หนุ่มใหญ่รูปร่างเพรียว หน้าคม กรามชัด ผมสีดอกเลาซอยสั้น เข้ามาสมัครทำงานเป็นคนสวนที่บ้าน อีกอร์ไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของชายวัยหกสิบผู้มาอาศัย แต่รอยสักบนแขนของเขาก็เป็นจุดเริ่มต้นให้อีกอร์ย้อนเวลาจากปี ค.ศ. 2010 กลับไปสู่อดีตราวครึ่งศตวรรษได้ โดยผ่านเครื่องแบบตำรวจและมีประตูเชื่อมเวลาอยู่ในมุมมืดของโรงบ่มไวน์โอชาคอฟ ในมิตินั้น อีกอร์ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่แตกต่างไป ได้สัมผัสข้อจำกัดและข้อห้ามของยุคสมัย ได้เห็นเงินตรารูปแบบเก่า ได้เจอใครต่อใครมากมาย ทั้งที่เข้ามาทำร้ายและเข้ามาทำให้หัวใจของเขาเต้นเร่า กระปรี้กระเปร่าจนเกือบลืมเวลา
คนสวนจากโอชาคอฟ หรือ САДОВНИК ИЗОЧАКОВA (2010) ผลงานของอังเดรย์ คูร์คอฟ นักเขียนชื่อดังชาวยูเครน ผู้ใส่ความตลกร้ายและความเหนือจริงลงไปในนวนิยายส่วนใหญ่ของเขา

โปรยปก
โลรีนา สาวโสดร่างสูงใหญ่ มีอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ
โลรีนาเคยมีชีวิตราบเรียบ เคยถูกคนในครอบครัวตราหน้าว่าเป็นจอมซุ่มซ่าม ไม่มีเสน่ห์ ไม่มีความโดดเด่น ทำเป็นแต่อาหาร แต่แล้ววันหนึ่ง ชีวิตของเธอกลับเต็มไปด้วยรสชาติสดใสซาบซ่าเมื่อได้เข้ามาทำงานในบ้านของเฟราอัลส์เฟลเดอร์ มหาเศรษฐีนีวัยชราที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในบ้านใหญ่แห่งนั้น โลรีนาได้พบกับชายหนุ่มสองสามนายที่ล้วนแต่ทำให้กิจวัตรประจำวันของเธอกลายเป็นความโลดโผนตื่นเต้น ทุกๆ เช้ามีความหมายเพราะได้รอคอยความอิ่มเอมด้วยความวาดหวัง และก่อเกิดเป็นพลังซ่อนเร้นที่ทำให้เธอทำอะไรบางอย่างชนิดที่ตัวเองไม่เคยคิดว่าจะทำได้… ทว่า สิ่งที่ทำให้หัวใจของโลรีนาสูบฉีดนี้เป็นเสมือนฟอนฟืนที่พร้อมติดไฟ เป็นความลับในเงามืดที่ยั่วแหย่ให้เกิดแรงปะทุจนระเบิดบรรลัยได้ถ้าเธอไม่ควบคุมให้ถูกทาง
ไม่มีไฟใดร้อนร้ายกว่าความลับ (Kein Feuer kann brennen so heiß, 2021) ความสัมพันธ์สุดเร้าใจของเหล่าลูกจ้างที่ให้การพยาบาลเจ้านายฐานะมั่งคั่ง ผลงานของอิงกริด โนลล์ นักเขียนชาวเยอรมันรวยอารมณ์ขันและได้ชื่อว่าเป็นราชินีแห่งอาชญนิยาย

โปรยปก
เมื่อภูมิทัศน์และภูมิอากาศเปลี่ยนไป ทรัพยากรธรรมชาติล้วนกลายเป็นสิ่งมีค่าและขาดแคลน นอเรีย เด็กสาวอายุสิบเจ็ดปี ทายาทของปรมาจารย์ชาเลื่องชื่อ มีภารกิจสืบทอดศาสตร์แห่งการชงชาของบรรพบุรุษและต้องรักษาความลับของแหล่งน้ำพุบริสุทธิ์ให้รอดพ้นจากสายตาของเผด็จการที่คอยควบคุมปริมาณการใช้น้ำในหมู่บ้าน แต่เมื่อนอเรียค้นพบเศษซากอดีตจากบ่อขยะที่ไม่ย่อยสลาย ข้าวของชิ้นส่วนหน้าตาประหลาดมากมายชวนให้ไขปริศนา นอเรียจะรู้จนกระจ่างได้หรือไม่ ว่าหน้าตาของโลกยุคก่อนเป็นเช่นไร จะเข้าใจว่าน้ำกับชีวิตคนและสัตว์เคยมีปฏิสัมพันธ์อย่างอิสระเสรีมากแค่ไหน หรือว่าทุกอย่างยากเกินแก้ไข จำต้องหลั่งไหลเรื่อยไปจนกลายเป็นเพียงความทรงจำ
Teemestarin kirja หรือ ความทรงจำของน้ำ‒ชา (2012) นวนิยายดิสโทเปียจากประเทศฟินแลนด์ ผลงานเล่มแรกของ เอ็มมิ อิแตะรันตะ ผู้ได้รับรางวัล The Kalevi Jäntti Prize ประจำปี ค.ศ. 2013 ซึ่งเป็นรางวัลที่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1942 เพื่อสนับสนุนนักเขียนรุ่นใหม่ของฟินแลนด์ นับว่าเป็นผลงานเดบิวต์ที่ ประสบความสำเร็จทั้งในประเทศและต่างประเทศระดับปรากฏการณ์ เมื่อได้แปลเป็นภาษาอังกฤษและจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีการแปลเป็นภาษาอื่นๆ ไปแล้วยี่สิบห้าภาษา ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์และละครเวที ได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์วรรณกรรมมากมายว่าเป็นงานเขียนที่สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหนือความคาดหมาย และแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของผลลัพธ์ที่จะเกิดในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขอบฟ้าไม่ว่างเปล่า (พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงใหม่)
The Shipping News
การกลับมาในรอบ 18 ปี* ของนวนิยายเรื่องเยี่ยมรางวัลพูลิตเซอร์ ประจำปี ค.ศ. 1994 ของ แอนนี พรูลซ์ (Annie Proulx) นักเขียนชาวอเมริกัน
เจนจิรา เสรีโยธิน แปลจากภาษาอังกฤษ
ธีรโชติ จิวรเศรษฐ์กุล พิสูจน์อักษร
นิรมล ยาตพงศ์ ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 486 หน้า ราคาปก 450 บาท
ISBN 978-616-8343-12-8
พิมพ์ครั้งที่ 2 ปรับปรุงใหม่: กุมภาพันธ์ 2568
โปรยปกหลัง
“เงื่อนที่ผูกไขว้แปดครั้ง ถือเป็นเงื่อนขนาดมาตรฐาน
วิธีวางเชือกทบบนหรือสอดข้างใต้มีมากถึงสองร้อยห้าสิบหกวิธี
หากวางทบหรือสอดผิดเพียงครั้งเดียว
ก็จะได้เงื่อนชนิดใหม่ทันที หรือไม่เกิดเงื่อนใดๆ เลย”
ควอยล์ แปลว่าขดเชือก…
ควอยล์คือชายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่ความรักและเป็นผู้ที่มีบาดแผลจากอดีตอันน่าเจ็บช้ำ เขาตัดสินใจออกจากนิวยอร์ก มุ่งหน้าสู่รากเหง้าของบรรพบุรุษที่นิวฟันด์แลนด์พร้อมกับอาหญิงและลูกสาวของเขาสองคน บนดินแดนแห่งใหม่แสนไกลโพ้น ควอยล์ได้งานเป็นนักข่าวท้องถิ่น เขียนคอลัมน์ ‘นาวาสาร’ บอกเล่าสถานการณ์ของเรือที่เข้าออกมาเทียบท่า การมาแตะเส้นขอบฟ้าและสัมผัสมหาสมุทรอันเยียบเย็นเช่นนี้ ควอยล์ได้รับรู้ว่าตัวตนของเขาคือใคร ได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรสายเกินไป ได้ตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดว่างเปล่าไร้ความหมายหากเราออกเดินทาง
ขอบฟ้าไม่ว่างเปล่า (The Shipping News, 1993) นวนิยายยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ได้รับรางวัลสำคัญทางวรรณกรรม ได้แก่ The National Book Award for Fiction กับ The Irish Times International Fiction Prize ประจำปี 1993 และ The Pulitzer Prize for Fiction ประจำปี ค.ศ. 1994
เกี่ยวกับผู้เขียน
แอนนี พรูลซ์ เป็นชาวสหรัฐฯ เกิดในคอนเนตทิคัตเมื่อปี 1935 ศึกษาประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวอร์มอนต์ และมหาวิทยาลัยคอนคอร์เดียในมอนทรีอัล แคนาดา เคยเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ก่อนจะหันไปเขียนบทความให้หนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ร่วมสิบห้าปี โดยระหว่างนั้นก็เขียนเรื่องสั้นไว้บ้าง จนกระทั่งบรรณาธิการเสนอให้ลองเขียนนิยายดู นิยายเรื่องแรก Postcards ตีพิมพ์เมื่อเธออายุห้าสิบหกปีเต็ม ทำให้แอนนี พรูลซ์เป็นนักเขียนสตรีคนแรกที่คว้ารางวัลนิยายยอดเยี่ยม Pen/Faulker Award ปีต่อมา The Shipping News หรือ ขอบฟ้าไม่ว่างเปล่า ผลงานเล่มที่สองประสบความสำเร็จน่าประทับใจยิ่งกว่า ได้รับรางวัลทรงเกียรติทางวรรณกรรมมากมายได้แก่ Pulitzer Prize, Chicago Tribune’s Heartland Award, Irish Times International Fiction Prize และ National Book Award
งานเขียนของแอนนี พรูลซ์ได้รับคำชมว่ายอดเยี่ยมในศิลปะการประพันธ์ การร้อยเรียงเรื่องราวลึกซึ้งด้วยภาษางดงามดุจบทกวี และนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ในแต่ละปีแอนนี พรูลซ์ออกเดินทางท่องไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ เธอมีถิ่นพำนักอยู่ในไวโอมิงและนิวฟันด์แลนด์
ผลงานของแอนนี พรูลซ์
Heart Songs and Other Stories (1988)
Postcards (1991)
Accordion Crimes (1996)
Close Range: Wyoming Stories (1999)
That Old Ace in the House (2002)
Brokeback Mountain and Other Stories (2005)
*พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2550 โดยสำนักพิมพ์บลิส พับลิชชิ่ง

สูงวัยไร้เดียงสา
OLD BABES IN THE WOOD
เรื่องสั้นชุดผลงานล่าสุดของ มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด (Margaret Atwood) นักเขียนชาวแคนาดา
นพเก้า ลีละศร แปลจากภาษาอังกฤษ
สุนันทา วรรณสินธ์ เบล บรรณาธิการต้นฉบับ
ธันว์วดี ศานต์พิริยะ พิสูจน์อักษร
Wonderwhale ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 298 หน้า ราคาปก 380 บาท ISBN 978-616-8343-15-9
พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2568
โปรยปกหลัง
สูงวัยไร้เดียงสา (Old Babes in the Wood) หนังสือชุดรวมเรื่องสั้นของนักเขียนชั้นแนวหน้าชาวแคนาดา มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2023 เป็นงานเขียนที่แอ็ตวูดขมวดรวมปรากฎการณ์และประเด็นข้อโต้เถียงต่างๆ ในสังคมตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของสตรีต่างยุคสมัย ผลพวงของสงคราม การยอมรับหรือรู้สึกเป็นอื่นกับอัตลักษณ์ตัวตน ปัญหาจากการถูกด้อยค่าเมื่อคนเราก้าวเข้าสู่วัยชรา หรือกระทั่งมหาพิบัติภัยจากโรคร้ายที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก
เรื่องสั้นในเล่มเล่าผ่านสายตาของผู้สูงวัยที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามากมาย และเล่าด้วยความเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเดินทางสู่อดีต แน่นอนว่าชีวิตจะต้องมีเรื่องใหม่ๆ มาท้าทายความไร้เดียงสา เพราะไม่ว่าคนเราจะอายุอานามเท่าใด ก็ล้วนเป็นผู้เริ่มเรียนรู้ใหม่เมื่อเจอการเปลี่ยนแปลง
เกี่ยวกับผู้เขียน
มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด เกิดเมื่อปี ค.ศ.1939 ที่เมืองออตตาวา และเติบโตในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา แอ็ตวูดเป็นบุตรีของนักกีฏวิทยาป่าไม้ เธอจึงใช้ชีวิตวัยเยาว์ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ป่า เริ่มเขียนกวี ละครสอนใจ การ์ตูน และนวนิยายเมื่ออายุหกปี แอ็ตวูดได้รับปริญญากิตติมศักดิ์และรางวัลทางวรรณกรรมมากมาย มีบทประพันธ์มากกว่าสามสิบเล่ม ทั้งบทกวี สารคดี และนวนิยาย รวมถึงหนังสือเด็กและเรื่องสั้น ซึ่งได้รับการตีพิมพ์แพร่หลายมากกว่ายี่สิบห้าประเทศ ผลงานของแอ็ตวูดที่มีการแปลและตีพิมพ์เป็นฉบับภาษาไทยแล้วคือ The Handmaid’s Tale (เรื่องเล่าของสาวรับใช้), The Testaments (คำให้การจากพยานปากเอก), The Blind Assassin (มือสังหารบอด), The Edible Woman (ผู้หญิงกินได้) และ Old Babes in the Wood (สูงวัยไร้เดียงสา)

เรื่องเล่าของสาวรับใช้ (The Handmaid's Tale) พิมพ์ครั้งที่ 3
ผู้เขียน มาร์กาเร็ต แอ็ตวูด ผู้แปล จุฑามาศ แอนเนียน
บรรณาธิการต้นฉบับ สุนันทา วรรณสินธ์ เบล
ผู้ออกแบบปก Noma Bar
จำนวน 456 หน้า
ISBN ปกอ่อน 978-616-8343-18-0
ราคา 470 บาท (ปกอ่อน)
ในอนาคตไม่ไกลจากนี้ โลกอยู่ในยุคสงคราม ทรัพยากรขาดแคลน สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ผู้คนส่วนใหญ่เป็นหมันเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะสารพิษตกค้าง ในช่วงเวลาที่มนุษยชาติกำลังจะสูญพันธุ์นี้เอง โลกสมมติหนึ่งเกิดการปฏิวัติโดยกลุ่มเผด็จการ ก่อตั้งเป็นอาณาจักรกิเลียด ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ หลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิลถูกนำมาบังคับใช้เป็นกฎ ผ่านการตีความแบบเบ็ดเสร็จ รัฐมีอำนาจเหนือสิทธิ เสรีภาพของประชาชนในทุกมิติ ผู้คนไม่ได้รับอนุญาตให้มีอิสระในการตัดสินใจใดๆ มีการจัดลำดับชนชั้นใหม่ ผู้หญิงที่มีความสามารถในการให้กำเนิดจะอยู่ในชนชั้นแฮนด์เมด (Handmaid) หน้าที่สำคัญคือคอยเดินทางไปรับใช้ทางเพศในบ้านของชนชั้นปกครองและให้กำเนิดเมล็ดพันธุ์แห่งมนุษย์
เรื่องเล่าของสาวรับใช้ เล่าโดยผู้หญิงชนชั้นแฮนด์เมดคนหนึ่งชื่อว่า ออฟเฟรด ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยดังกล่าว เผชิญเหตุการณ์ที่ลดค่าความเป็นมนุษย์ของตนซํ้าแล้วซํ้าเล่า ถูกกดขี่และลิดรอน กระทั่งชื่อที่แท้จริงยังถูกลบ ต้องใช้ชื่อที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ใต้บังคับบัญชา (ออฟเฟรด Offred หรือ คนของเฟรด) ความสามารถในการให้ผลผลิตกลายเป็นเครื่องต่อรองการมีชีวิตรอด ผู้อ่านจะได้รับรู้เรื่องราวชีวิต ความรู้สึก และโลกแห่งนี้ผ่านสายตาและมุมมองของออฟเฟรด สลับกับความทรงจำในช่วงชีวิตที่มีเสรีภาพก่อนจะเกิดเปลี่ยนแปลงทางสังคมของเธอ
THE HANDMAID’S TALE หรือ เรื่องเล่าของสาวรับใช้ งานเขียนอันลือลั่นของมาร์กาเร็ต แอ็ตวูด นักประพันธ์ชาวแคนาดา เป็นวรรณกรรมประเภทไซไฟดิสโทเปียที่ได้รับการยกย่องอย่างมากเรื่องหนึ่ง ถูกกล่าวถึงและหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะประเด็นเรื่องอำนาจของศาสนาและเผด็จการทหาร และที่โดดเด่นคือการที่นักเขียนเป็นผู้หญิงและเล่าโดยเสียงของตัวละครหลักเพศหญิงชนชั้นล่าง แตกต่างจากไซไฟดิสโทเปียเล่มอื่นๆ ที่นิยมเขียนโดยผู้ชายและสร้างตัวละครหลักเป็นเพศชาย
หนังสือเล่มนี้เคยได้รับรางวัล Governor General’s Award for English language fiction และ Arthur C. Clarke Award และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Booker Prize, Nebula Award และ Prometheus Award อีกทั้งถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ละครเวที และละครวิทยุ

ะยะต้านภยันตราย
DISTANCIA DE RESCATE
นวนิยายขนาดสั้นสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบใหญ่หลวงจากอุตสาหกรรมโรงงานการผลิตของ
ซามันตา ชเวบลิน (Samanta Schweblin) นักเขียนชาวอาร์เจนตินา
พัทธ์ธีรา หุตะโชค แปลจากภาษาสเปน
จันทรา ประมูลทรัพย์ บรรณาธิการต้นฉบับ
สุภัควดี ทวีชัย พิสูจน์อักษร
นิรมล ยาตพงศ์ ออกแบบปกและรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 116 หน้า ราคาปก 280 บาท ISBN 978-616-8343-16-6
พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2568
โปรยปกหลัง
อามานดาไม่รู้ว่าเธอมานอนอยู่ในคลินิกนี้ได้อย่างไร เธอเหมือนกำลังฝัน ฝันว่าได้คุยกับดาบิด เด็กชายผู้กินน้ำในลำธารแล้วเกือบเอาชีวิตไม่รอดถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก ’แม่เฒ่าแห่งบ้านสีเขียว’… ในบทสนทนาระหว่างดาบิดกับอามานดาถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีเรื่องราวซับซ้อนมากมาย ล้วนแต่แฝงไปด้วยภยันตรายจนผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายไม่ควรประมาท… แม่น้ำมีสารพิษเจือปน อากาศในไร่นาไม่บริสุทธิ์ เด็กๆ ในเมืองเกิดมาพิการ ความห่างไกลกันดารระดับที่การสาธารณสุขเข้าถึงได้ช้า… ความป่วยไข้เหล่านั้นส่งผลร้ายต่อทุกคน และส่งผลต่อสุขภาพจิตใจของอามานดา จนเธอต้องสร้างเชือกที่มองไม่เห็นขึ้นมาเพื่อผูกตัวเธอกับลูกสาวเอาไว้ เมื่อไรที่เชือกตึงหรือขาดผึงไป แปลว่ามีเหตุอันตรายที่เธอต้องรีบไปคุ้มครองลูกและจัดการ
Distancia de rescate (2014) หรือ ระยะต้านภยันตราย นวนิยายขนาดสั้นจากอาร์เจนตินา หลอน ล้ำ ชวนสะพรึง ได้รับรางวัล The Shirley Jackson Awards ในฐานะนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยม ประจำปี ค.ศ. 2017 และได้เข้ารอบสุดท้าย The International Booker Prize ในปีเดียวกัน
เกี่ยวกับผู้เขียน
ซามันตา ชเวบลิน เกิดปี ค.ศ. 1978 ที่ประเทศอาร์เจนตินา สำเร็จการศึกษาด้านภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยบัวโนสไอเรส ชเวบลินเริ่มเขียนวรรณกรรมโดยเฉพาะเรื่องสั้นตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี ผลงานของเธอได้เข้ารอบชิงรางวัลและได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งระดับประเทศ ระดับภูมิภาคละตินอเมริกา และระดับนานาชาติทั่วโลก เช่น The Tigre Juan Award, The Shirley Jackson Awards, The National Book Award for Translated Literature สำหรับ ระยะต้านภยันตราย (Distancia de rescate, 2014) เล่มนี้ได้เข้ารอบสุดท้ายของ The International Booker Prize ปี ค.ศ. 2017

บรรพชีวินไม่สิ้นความพิศวง
REMARKABLE CREATURES
นวนิยายที่มีเค้าโครงจากชีวิตจริงของหญิงชาวอังกฤษผู้ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ ผลงานของ เทรซี เชวาเลียร์ (Tracy Chevalier) นักเขียนชาวอเมริกัน
รสวรรณ พึ่งสุจริต แปลจากภาษาอังกฤษ
ไอริสา ชั้นศิริ บรรณาธิการต้นฉบับ
ธีรโชติ จิวรเศรษฐ์กุล พิสูจน์อักษร
Mongol Navy ออกแบบปก
นิรมล ยาตพงศ์ ออกแบบรูปเล่ม
ปกอ่อน จำนวน 412 หน้า ราคาปก 420 บาท ISBN 978-616-8343-17-3
พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2568
โปรยปกหลัง
“สายฟ้าก็คือตัวฉัน มันเข้ามาอยู่ในตัวฉันตั้งแต่ยังเล็กและไม่เคยจากไปไหน ฉันรู้สึกถึงเสียงสะท้อนก้องของสายฟ้าทุกครั้งที่พบฟอสซิล มันเป็นอาการกระตุกเบาๆ ที่บอกว่า ‘ใช่แล้ว แมรี แอนนิง เธอแตกต่างจากหินทุกก้อนบนชายหาด’”
เมื่อสามสาวครอบครัวฟิลพอตจำเป็นต้องย้ายออกจากกรุงลอนดอนมาอยู่ที่ไลม์รีจิส เมืองริมทะเลเล็กๆ ของอังกฤษ ที่นั่น “เอลิซาเบธ ฟิลพอต” ผู้สนใจศึกษาเรื่องซากดึกดำบรรพ์และมักเสาะหาซากปลาโบราณเพื่อการสะสม ได้พบกับ “แมรี แอนนิง” ลูกสาวช่างไม้ฐานะยากจนและเป็นคนมีพรสวรรค์ในการล่าฟอสซิล ทั้งสองใช้เวลาร่วมกันเสมอที่ชายหาด คนหนึ่งเป็นเลิศเรื่องการล่าด้วยความสามารถที่สายฟ้าอาจประทานให้มา ขณะที่อีกคนมีภูมิปัญญา ความรู้ และฐานะที่พร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลอีกฝ่าย
แต่เมื่อฟอสซิลที่ค้นพบล้วนแต่ขึ้นระดับชั้นสิ่งมหัศจรรย์และชวนพิศวง ชื่อเสียง เงินตราเรื่องราวต่างๆ นานา จึงถาโถมเข้ามาพร้อมกับความสัมพันธ์อันซับซ้อนและความรู้สึกแสนสับสน จนอดคิดไม่ได้ว่าการออกค้นหาสิ่งที่ตายแล้วด้วยหัวใจที่ยังเต้นอยู่นั้นคุ้มกันหรือไม่ ความหมายของการค้นพบคืออะไร มีสิ่งใดเลอค่ามากกว่าซากพืชและสัตว์จากยุคบรรพกาล
เกี่ยวกับผู้เขียน
เทรซี เชวาเลียร์ เกิดที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1962 แม้เกิดและเติบโตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่อบอวลไปด้วยข่าวสารและการเมือง ด้วยคุณพ่อของเธอเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ แต่เธอก็เลือกเรียนสาขาภาษาอังกฤษและการเขียนสร้างสรรค์ นวนิยายของเธอที่แปลเป็นภาษาไทยแล้วโดยสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮ้าส์ คือ A Single Thread (เพียงหนึ่งไจเดียว), Girl with a Pearl Earring (สาวใส่ต่างหูมุก) และ Remarkable Creatures (บรรพชีวินไม่สิ้นความพิศวง) เล่มนี้ ปัจจุบันเชวาเลียร์ยังทำงานวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือและความเคลื่อนไหวของเธอได้ที่ www.tchevalier.com