2019-2020 Books

image7

คนวัดโลก

Die Vermessung der Welt 


ผู้เขียน ดานีเอล เคห์ลมันน์

ผู้แปล เจนจิรา เสรีโยธิน

บรรณาธิการต้นฉบับ ชลิต ดุรงค์พันธ์

ออกแบบปก Mongkol Navy

ออกแบบรูปเล่ม นิกม์ จินตวร 

พิสูจน์อักษร จริยา สุริยาวงค์ และ นิชานันท์ นันทศิริศรณ์

จำนวน 290 หน้า ราคาปก 350 บาท

พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 โดยสำนักพิมพ์วงกลม

พิมพ์ครั้งที่สอง พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ปรับปรุงใหม่โดยสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮ้าส์

ISBN 978-616-8123-32-4

 __________________ 


“คนที่พิชิตภูเขา คือคนที่ขึ้นไปถึงยอดเขา หากไม่ถึงยอดเขา ย่อมไม่ได้ชื่อว่าพิชิตภูเขา”

การโคจรพบกันที่เบอร์ลิน ในปี ค.ศ. 1828 ระหว่างขุนนางนักธรณีวิทยา อเล็กซานเดอร์ ฟอน ฮุมโบลท์ ผู้หลงใหลการออกเดินทางไกลเพื่อสำรวจโลก กับนักคณิตศาสตร์ระบือนาม คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ ผู้ไม่ยอมออกจากบ้านไปไหน ได้กลายมาเป็นเรื่องราวของปูชนียบุคคลสองคนต่างขั้วที่เชิญชวนให้นักอ่านพิสูจน์อัจฉริยภาพอันเอกอุ และพินิจความจริงอีกหลายด้านของพวกเขาในฐานะปุถุชนคนธรรมดา เพื่อทดสอบความสามารถในการใช้เหตุผลและปัญญา ค้นหาความจริงของโลกและโลกแห่งความจริงในรูปแบบเฉพาะตน


ดานีเอล เคห์ลมันน์ เกิดเมื่อวันที่ 13 มกราคม ค.ศ. 1975 ที่ เมื องมิ วนิ คประเทศเยอรมนี จบการศึกษาด้านปรัชญาและเยอรมันศึกษาจากมหาวิทยาลัยเวียนนา คนวัดโลก หรือ Die Vermessung der Welt (2005) คือนวนิยายขายดีติดอันดับโลก มีการแปล มากกว่าสี่สิบภาษา ยอดขายมากกว่าสองล้านเล่ม ทำให้เคห์ลมันน์กลายเป็นนักเขียนเยอรมันร่วมสมัยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอีกคนหนึ่งในปัจจุบัน

image8

บอด

ENSAIO SOBRE A CEGUEIRA 


ผู้เขียน ฌูเซ่ ซรารามากู

ผู้แปล กอบชลี

บรรณาธิการต้นฉบับ สุนันทา วรรณสินธ์ เบล

ออกแบบปกและรูปเล่ม Wonderwhale

พิสูจน์อักษร สราญรัตน์ ไว้เกียรติ

จำนวน 356 หน้า ราคาปก 380 บาท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-31-7

 __________________ 


“ผมเห็นทุกสิ่งเป็นสีขาวไปหมด ราวกับว่าไม่มีกลางคืน”


ขณะที่ชายคนหนึ่งขับรถติดไฟแดง จู่ๆ ดวงตาของเขากลับเห็นแต่สีขาว เขากลายเป็นคนตาบอด และแล้วอาการตาบอดของคนที่หนึ่ง ก็ลุกลามแพร่ระบาดไปถึงอีกคน อีกคน และอีกคน จนกระทั่งคนทั้งเมืองสูญเสียการมองเห็น รัฐบาลพยายามกักกันผู้ติดโรคเพื่อยับยั้งอาการประหลาดด้วยมาตรฐานการเยียวยาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่มีวิธีรักษา ไม่มีช่องทางสื่อสาร ก่อนจะเกิดความโกลาหลอลหม่าน เกิดสภาวการณ์ที่ไม่สามารถชี้วัดสาเหตุอย่างแท้จริง  บอด ผลงานของฌูเซ่ ซารามากู เจ้าของรางวัลโนเบล ประจำปี ค.ศ.1998  คือนวนิยายที่ฉายภาพชะตากรรมและจริยธรรมของผู้คนที่สับสนพังทลาย พร้อมท้าทายความเชื่อเดิมว่าอาการตาบอดเป็นโรคติดต่อรุนแรง


ฌูเซ่ ซารามากู เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 1922 ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่ออะซินญากะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ซารามากูไม่ได้เรียนตามหลักสูตรสามัญเพราะครอบครัวมีฐานะยากจน เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนการช่าง เริ่มอาชีพเป็นช่างซ่อมกุญแจ ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางหนังสือด้วยการเป็นนักแปล นักหนังสือพิมพ์ และนักเขียน ชื่อเสียงทางการประพันธ์ของซารามากูขจรขจายเมื่อเขาอายุ 60 ปีแล้ว ผลงานของเขามีจุดเด่นอยู่ที่การสร้างจินตนาการเหนือจริงและโครงสร้างการใช้ภาษาแสนอัศจรรย์ อัจฉริยภาพไร้ขีดจำกัดของซารามากูยังผลให้เขาได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมากมายรวมทั้งรางวัลโนเบล ประจำปี ค.ศ. 1998 มีการแปลผลงานเป็นภาษาต่างๆ กว่า 25 ภาษา ซารามากูเสียชีวิตที่ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2010 ด้วยอาการโรคปอดอักเสบ


วรรณกรรมแปลเล่มนี้ได้รับทุนสนับสนุนการแปลจาก Direção-Geral do Livro, dos Arquivos e das Bibliotecas (DGLAB) กรุงลิสบอน ประเทสโปรตุเกส 


image9

วสันต์สวาทของคุณนายสโตน

THE ROMAN SPRING OF MRS. STONE


ผู้เขียน เทนเนสซี วิลเลียมส์

ผู้แปล บัญชา สุวรรณานนท์

บรรณาธิการต้นฉบับ อรจิรา โกลากุล

ออกแบบปก Mongkol Navy

ออกแบบรูปเล่ม คนธรัตน์ เตชะไตรศร 

พิสูจน์อักษร สราญรัตน์ ไว้เกียรติ

จำนวน 114 หน้า ราคาปก 200 บาท

พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-30-0

 __________________ 


วสันต์สวาทของคุณนายสโตน นวนิยายขนาดสั้นของเทนเนสซี วิลเลียมส์ เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สาขาบทละคร ประจำปีค.ศ. 1948 และ 1955  ชวนพินิจความรุ่งโรจน์เรืองรองของอดีตที่ไม่มีวันย้อนคืน เปิดประตูชวนแสวงหาความหวังและความหมายใหม่ให้ห้วงเวลาที่กำลังผันผ่าน ด้วยเรื่องราวของแคแร็น สโตน อดีตนางเอกละครผู้เลอโฉมซึ่งตกพุ่มหม้าย เธอเป็นเช่นเดียวกับผู้งามเด่นทั้งหลายที่ “คิดฝันหวานมานานแล้วว่าตนจะตายก่อนถึงวัยแก่ชรา” แต่เส้นทางชีวิตทำให้เธอยังต้องหมุนเคลื่อนเลื่อนไหล ไปตามกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ยังดำเนินเรื่อยไป สวนทางกับความงามที่นับวันกลับยิ่งโรยรา 


เทนเนสซี วิลเลียมส์ คือนามปากกาของโทมัส ลาเนียร์ วิลเลียมส์ ที่สาม เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1911 ที่เมืองโคลัมบัส รัฐมิสซิสซิปปี ประเทศสหรัฐอเมริกาจบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยไอโอวา และหลักสูตรอบรมการละครที่The New School for Social Research ในนิวยอร์ค ได้รับการยกย่องในวงการละคร อเมริกาว่าเป็นนักเขียนบทละครยอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ยี่สิบร่วมกับยูจีน โอ’นีลล์ และ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ เทนเนสซี วิลเลียมส์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาบทละคร ประจำปี ค.ศ. 1948 จากเรื่อง A Streetcar Named Desire และ ค.ศ. 1955 จากเรื่อง Cat on a Hot Tin Roof

image10

ในโลกอันแปรปรวน: บันทึกของนักเขียนไบโพลาร์

DIE WELT IM RÜCKEN

 

ผู้เขียน โมทัส เม็ลเล  ผู้แปล อัญชลี โตพึ่งพงศ์

บรรณาธิการต้นฉบับ ชลิต ดุรงค์พันธ์

ออกแบบปก มานิตา ส่งเสริม

ออกแบบรูปเล่ม คนธรัตน์ เตชะไตรศร 

พิสูจน์อักษร นิชานันท์ นันทศิริศรณ์ 

จำนวน 334 หน้า ราคาปก 370 บาท

พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-28-7

 __________________ 


"เขาก็คือมัน เขาคือการกระทำทุกอย่าง คือความพินาศย่อยยับ และเรื่องน่าหัวเราะเยาะทุกชนิด เขาคือความมากล้น และการประมวลผลอันผิดพลาด คือการถูกครอบงำและประโยคคำพูดไร้สาระ คือการถูกกักตัวไว้ที่บ้าน และความพยายามฆ่าตัวตาย คือความน่าอับอายขายหน้า คือความคลุ้มคลั่งอาละวาด คือความล้มเหลวภินท์พัง เขาคืออันธพาล จากนั้นก็คือซากศพ และบัดนี้ ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ก็กลายเป็นคนที่ถูกทำให้แปลกแยกไปโดยปริยาย..."


ในโลกอันแปรปรวน: บันทึกของนักเขียนไบโพลาร์ งานแปลจากภาษาเยอรมันที่จะนำให้คุณเข้าไปในห้วงอารมณ์สองขั้ว แปรปรวน หมุนเหวี่ยง และเดียวดายอยู่ระหว่างเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ได้ใคร่ครวญทบทวนความ(ไม่)ปกติของตนเอง และรู้จักการอยู่ร่วมกับมนุษย์ผู้(ไม่)ปกติซึ่งมีมากมายบนโลกบิดเบี้ยวใบนี้ ประสบการณ์ตรงของผู้เขียน โทมัส เม็ลเล นักเขียนร่วมสมัยชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลทางวรรณกรรมมากมาย ปัจจุบันเม็ลเลนักอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน และยังใช้ชีวิตบนเส้นทางนักประพันธ์


วรรณกรรมแปลเล่มนี้ได้รับทุนสนับสนุนการแปลจากโครงการ The Merck Social Translation Project ร่วมกับสถาบันเกอเธ่ 


image11

มาธิลดา

MATHILDA


ผู้เขียน แมรี แชลลีย์  

ผู้แปล ไอริสา ชั้นศิริ

บรรณาธิการต้นฉบับ เจนจิรา เสรีโยธิน

ออกแบบปกและรูปเล่ม wonderwhale

ภาพประกอบปก Tuija Heikkinen

พิสูจน์อักษร สราญรัตน์ ไว้เกียรติ

จำนวน 166 หน้า ราคาปก 220 บาท

พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-25-6

__________________

 

วรรณกรรมแปลในชุด The 19th C. Story อันดับที่ 3

 

มาธิลดา ดรุณีโฉมสะคราญ ผู้เผชิญกับจิตปฏิพัทธ์ลึกซึ้งเกินขอบเขตของบิดา ผู้มีโชคชะตาไม่ผิดจากคลื่นทะเลคลั่ง ชีวิตกอปรด้วยความรัก ความตาย ความเศร้าสลดใจ และความผิดหวัง Mathilda คือเรื่องราวความรักต้องห้ามของผู้เป็นพ่อที่มีต่อลูกสาว นำมาซึ่งโศกนาฏกรรมและความระทมทุกข์จนตราบชั่วชีวิต นวนิยายขนาดสั้นภาษาสวยเล่มนี้ เขียนขึ้นระหว่างปี 1819 – 1820 ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยไม่ปรากฏนามผู้แต่งในปี 1959สะท้อนชีวิตจริงของแมรี แชลลีย์ ผู้เขียน แม้ได้รับคำวิจารณ์ว่าเป็นงานประพันธ์ที่น่าเดียดฉันท์ในยุคนั้น แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ก็สามารถเอาชนะใจนักอ่านจำนวนมากไม่แพ้ Frankenstein (1818) นวนิยายเล่มดัง


หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมแปลอันดับที่สามในชุด The 19th C. Story ที่ไลบรารี่ เฮ้าส์คัดสรรนวนิยายอังกฤษและอเมริกันขนาดสั้นจากศตวรรษที่ 19 ตั้งแต่ช่วงต้น กลาง และปลายยุคสมัยมาให้นักอ่านได้ย้อนเวลากลับไปดื่มด่ำความรื่นรมย์แห่งชีวิตแบบเรียลิสต์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน กับตัวละครต้นเรื่องหรือ Title character – หัวใจสำคัญ


image12

เริงโลกีย์ที่ปราก

 THE PRAGUE ORGY

 

ผู้เขียน ฟิลิป ร็อท

ผู้แปล บัญชา สุวรรณานนท์

บรรณาธิการต้นฉบับ นันทพร โพธารามิก

พิสูจน์อักษร สราญรัตน์ ไว้เกียรติ

ออกแบบปกและรูปเล่ม  Wonderwhale  

จำนวน 115 หน้า ราคาปก 190 บาท

พิมพ์ครั้งแรก พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-26-3

 __________________ 


ซุกเคอร์แมน นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายยิว มุ่งหน้าสู่กรุงปรากแห่งประเทศเชโกสโลวาเกีย เพื่อค้นหาต้นฉบับเรื่องสั้นภาษายิดดิชราวสองร้อยเรื่องจากคำร้องขอของซีซอฟสกี บุตรชายผู้ประพันธ์  ด้วยเชื่อมั่นว่างานเขียนเหล่านั้นจะแจ้งเกิดโด่งดังในอเมริกาได้ ประสบการณ์หวนคืนสู่รากเหง้าทำให้เขาเจอกับโอลกา ภรรยาทรงเสน่ห์ของซีซอฟสกี เธอคนนี้คือนักแสดงละครเวที ‘ตัวดี’ และเป็นคนทำให้ซุกเคอร์แมนได้ลิ้มรสขื่นของอำนาจบงการ มุมมองต่อโลกของซุกเคอร์แมนเริ่มเสียศูนย์ อิสรภาพแห่งความคิดระส่ำระสาย ความงามของศิลปะบิดเบี้ยว และความหมายของวรรณกรรมพลิกผันกลับกลาย  เมื่อเขาต้องพยายามตัวรอดให้ได้ในสภาวการณ์ปกติและไม่ปกติที่หลั่งไหลหล่อหลอมเข้าด้วยกัน


เริงโลกีย์ที่ปราก (1985) นวนิยายขนาดสั้นของฟิลิป ร็อท เขย่าหัวใจนักอ่านด้วยกลวิธีการเสนอความเป็นจริงของสังคมเผด็จการกับความเปรียบเชิงสังวาสและการสำเริงสำราญรวมหมู่


ฟิลิป ร็อท ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานนวนิยายเรื่อง American Pastoral เมื่อปี ค.ศ. 1998 ต่อมาได้รับเหรียญ National Medal of Arts จากทำเนียบขาว และในปี ค.ศ. 2002 ได้รับเหรียญทองเชิดชูเกียรติสำหรับผลงานด้านนวนิยาย อันเป็นรางวัลขั้นสูงสุดจากสถาบันศิลปะและวรรณกรรมแห่งสหรัฐอเมริกา ฟิลิป ร็อทได้รับรางวัล National Book Award สองครั้ง รางวัลNational Book Critics Circle Awards สองครั้ง และรางวัลPEN/Faulkner Award สามครั้ง ครั้นในปี ค.ศ. 2005 นวนิยายเรื่อง The Plot Against America ก็ได้รางวัลจากสมาคมนักประวัติศาสตร์ของอเมริกา (Society of American Historians) ในฐานะที่เป็น “นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับอเมริกา ซึ่งมีความโดดเด่นประจำช่วงปี ค.ศ. 2003–2004” และได้รางวัล WH Smith Literary Award สำหรับหนังสือดีที่สุดของปี ซึ่งทำให้ฟิลิป ร็อทเป็นนักประพันธ์คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ถึงสองครั้งในช่วงสี่สิบหกปีของการให้รางวัลนี

image13

อีธาน โฟรม

Ethan Frome


ผู้เขียน อีดิธ วอร์ตัน  ผู้แปล โรเบอต้า เอนกาล๊อก 

บรรณาธิการต้นฉบับ นลัท ตั้งพรพิพัฒน์

ผู้ออกแบบปก  Wonderwhale  

จำนวน 146 หน้า ราคาปก 180 บาท

ปีที่พิมพ์ มกราคม พ.ศ. 2562

ISBN 978-616-8123-24-9

__________________

 

วรรณกรรมแปลในชุด The 19th C. Story อันดับที่ 2


โศกนาฏกรรมความรักและชะตากรรมอันโหดร้าย ท่ามกลางความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจและความแร้นแค้นในเมืองสตาร์คฟิลด์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ของอีธาน โฟรม ชายที่ผู้คนในเมืองรู้จักเขาและจดจำเหตุการณ์สะเทือนใจของเขาได้ดี แต่กลับไม่มีใครรู้เรื่องราวแน่ชัดและยังมีแต่คำถามว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่


ย้อนไปเมื่อยี่สิบสี่ปีก่อน อีธาน โฟรมในวัยหนุ่มใช้ชีวิตอย่างสันโดดในเมืองเกษตรกรรมห่างไกลความเจริญ ความใฝ่ฝันเป็นวิศวกรอยู่ในเมืองใหญ่จบลงเมื่อเขาต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ที่บ้าน และต้องรับภาระในไร่และโรงเลื่อยต่อจากพ่อ หลังจากพ่อเสียชีวิตเขาก็ได้ซีโนเบีย เพียซ หรือซีน่ามาดูแลแม่ เมื่อแม่จากไป อีธานตกลงใจร่วมชีวิตกับซีน่า ทว่าการแต่งงานไม่ได้มาจากความรัก กลายเป็นว่าคนทั้งคู่อยู่กันอย่างจำใจ ซีน่าไม่ได้ปรารถนาจะเป็นแม่บ้านในท้องไร่ห่างไกล เธออยากออกไปจากเมืองนี้แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก เนื่องจากไม่มีใครมาซื้อไร่ของพวกเขา เมืองแห่งนี้กักขังทั้งคู่ไว้ให้ต้องทนทุกข์กับความยากจนที่ไม่มีทางต่อสู้ นานวันซีน่าเริ่มเจ็บป่วย เธอจำเป็นต้องมีคนมาดูแลและแบ่งเบางานบ้าน เธอจึงรับแมตตี้ ซิลเวอร์ ลูกพี่ลูกน้องมาอยู่ด้วยโดยให้ทำงานรับใช้แลกอาหารและที่อยู่ แมตตี้ต้องยอมรับความเป็นอยู่เพราะเธอเองก็ไม่มีที่ไป ทุกสิ่งที่เธอทำไม่เคยได้ดั่งใจคุณนายโฟรม แมตตี้รู้สึกโดดเดี่ยว มีแต่เพียงอีธานเท่านั้นที่ใจดีกับเธอ ความรู้สึกดีก่อตัวขึ้นระหว่างอีธานและแมตตี้ ทว่าทั้งคู่ก็ยังต้องซ่อนเร้นความรู้สึกและหักห้ามใจไว้เพราะศีลธรรมค้ำคอ กระนั้นซีน่าก็รับรู้ถึงความสัมพันธ์อันคลุมเครือและความอึดอัดภายในชายคาบ้านที่ทั้งสามอยู่ร่วมกัน และแล้ววันหนึ่งความปรารถนาที่ซ่อนไว้ถูกเปิดเผย คนทั้งสามตัดสินใจกระทำบางอย่างที่เปลี่ยนชีวิตและชะตากรรมพวกเขาไปตลอดกาล


อีธาน โฟรม หรือ Ethan Frome ผลงานของอีดิธ วอร์ตัน นักเขียนหญิงชาวอเมริกันคนแรกที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาวรรณกรรมเมื่อปี ค.ศ. 1921 อีธาน โฟรมเป็นนวนิยายที่มีคนอ่านมากที่สุดของวอร์ตันอีกเล่มหนึ่ง มีจุดเด่นด้านการใช้ภาษาภาพพจน์ที่แจ่มชัด ยังผลให้ชะตากรรมอันโหดร้ายและสิ้นหวังของมนุษย์ที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออำนาจของกรงขังทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรมเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ไม่ยากในนวนิยายขนาดสั้นเล่มนี้ อีธาน โฟรมตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1911 ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์นำแสดงโดยเลียม นีสันเมื่อปี ค.ศ. 1993 และเป็นละครเวทีเมื่อปี ค.ศ. 2011


หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมแปลอันดับที่สองในชุด The 19th C. Story ที่ไลบรารี่ เฮ้าส์คัดสรรนวนิยายอังกฤษและอเมริกันขนาดสั้นจากศตวรรษที่ 19 ตั้งแต่ช่วงต้น กลาง และปลายยุคสมัยมาให้นักอ่านได้ย้อนเวลากลับไปดื่มด่ำความรื่นรมย์แห่งชีวิตแบบเรียลิสต์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน กับตัวละครต้นเรื่องหรือ Title character – หัวใจสำคัญ

image14

เดย์ซี มิลเลอร์: การศึกษาสองภาค

Daisy Miller: A Study


ผู้เขียน เฮนรี เจมส์  ผู้แปล โรเบอต้า เอนกาล๊อก 

บรรณาธิการต้นฉบับ เจนจิรา เสรีโยธิน, รังสิมา ตันสกุล 

ผู้ออกแบบปก  Wonderwhale  

จำนวน 92 หน้า ราคาปก 160 บาท

ปีที่พิมพ์ ธันวาคม พ.ศ. 2561

ISBN 978-616-8123-22-5

__________________

 

วรรณกรรมแปลในชุด The 19th C. Story อันดับที่ 1


เฟรดเดอริก วินเทอร์บอร์น ชายหนุ่มชาวอเมริกันผู้เติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปเป็นเวลานาน เดินทางจากเมืองเจนีวามาเพื่อเยี่ยมป้าของเขาที่เมืองเวอเวย์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่นั่น เขาได้พบกับแอนนี พี. มิลเลอร์ หรือเดย์ซี มิลเลอร์ หญิงสาวเพื่อนร่วมชาติจากเมืองสเกอเนคตาดี รัฐนิวยอร์ค ซึ่งกำลังเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนในยุโรปกับมารดาและน้องชาย ด้วยอุปนิสัยที่ไม่เหมือนหญิงคนใด ทั้งความตรงไปตรงมาและไม่ทำตัวตามธรรมเนียมทำให้เขาหลงเสน่ห์เธอแต่ผู้คนรอบตัวเขาต่างพากันมองว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ดีเพราะเที่ยว “ระริกระรี้” สนิทสนมกับชายหนุ่มทุกคนอย่างง่ายดาย รวมไปถึงพฤติกรรมที่เพิกเฉยต่อธรรมเนียมปฏิบัติของสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอเมริกันชั้นสูงรับไม่ได้ เฟรดเดอริกต้องเผชิญกับความกดดันจากคติของสังคมความรู้สึกของหัวใจตนเองและตัวตนของเดย์ซี ว่าแท้จริงแล้วเธอคือหญิงสาวใสซื่อ อ่อนเดียงสาและรักอิสระ หรือเป็นหญิงสาวที่จงใจหว่านเสน่ห์และเร่รักกันแน่ ว่ากันว่าการมาเยือนเจนีวาครั้งนี้ของเขาจึงเป็น “การศึกษา” อย่างหนักของเขาในอันที่จะพาตัวเองเข้าถึงบทสรุปของหัวใจตนเองและความรู้สึกนึกคิดของหญิงงามชาวอเมริกันผู้ตกเป็นจำเลยของสังคม–เดย์ซี มิลเลอร์


เดย์ซี มิลเลอร์: การศึกษาสองภาค หรือ Daisy Miller: A Study ผลงานของเฮนรี เจมส์ (Henry James) นักเขียนชายชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารสัญชาติอังกฤษในปี ค.ศ. 1878 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ต่อมาตีพิมพ์เป็นหนังสือในปี ค.ศ. 1879 จนทำให้ชื่อของเฮนรี เจมส์เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 1974 และดัดแปลงเป็นบทละครวิทยุเพื่อถ่ายทอดทางคลื่นบีบีซีของประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 2017 เดย์ซี มิลเลอร์ เป็นบทประพันธ์ที่ถูกนำไปศึกษาในหลากหลายมิติ ตั้งแต่วิธีการประพันธ์ซึ่งเป็นแบบอย่างให้กับวรรณกรรมอื่นๆ ต่อมา การวิเคราะห์และเรียนรู้ถึงสภาพสังคม เชื้อชาติ ความแตกต่างทางค่านิยมและวัฒนธรรม สิทธิและบทบาทของสตรีในยุคสมัย ฯลฯ แน่นอนว่าชื่อตัวละคร เดย์ซี มิลเลอร์ ยังคงเป็นที่กล่าวถึงด้วยว่าบทบาทของตัวละครยังคงเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบันได้อย่างดีแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่าร้อยปีก็ตาม


หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมแปลอันดับแรกในชุด The 19th C. Story ที่ไลบรารี่ เฮ้าส์คัดสรรนวนิยายอังกฤษและอเมริกันขนาดสั้นจากศตวรรษที่ 19 ตั้งแต่ช่วงต้น กลาง และปลายยุคสมัยมาให้นักอ่านได้ย้อนเวลากลับไปดื่มด่ำความรื่นรมย์แห่งชีวิตแบบเรียลิสต์ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน กับตัวละครต้นเรื่องหรือ Title character – หัวใจสำคัญ